เซียนด้วงสาคูแดนเหนือ การันตี ขุนด้วยมันสำปะหลังได้ผลเลิศ

แพ็กสุญญากาศอยู่ได้เป็นปี สด อร่อยเช่นเดิม

เซียนด้วงสาคูแดนเหนือ
การันตี ขุนด้วยมันสำปะหลังได้ผลเลิศ

“ณัฐณิชา การิยะ เจ้าของฟาร์มด้วงสาคู จ.อุตรดิตถ์ ประสบการณ์ถึง 8 ปี เผยภาคเหนือต้นสาคูหายากใช้มันสำปะหลังแทนได้ผลดี พร้อมแนะเทคนิคการเลี้ยง สูตรการเพาะพ่อแม่พันธุ์ที่ว่ายาก และการถนอมอาหารเอาใจลูกค้าถิ่นไกล ด้วยการลวกแพ็กสุญญากาศรสชาติไม่เพี้ยน อยู่ได้นาน ส่งไปไหนก็สะดวก ปลอดภัย”
คุณพิม-ณัฐณิชา การิยะ

ตามหาสาวเหนือเลี้ยงด้วงสาคูขั้นเทพ

อีกหนึ่งพื้นที่นอกจากภาคใต้ที่นิยมเลี้ยงด้วงสาคูคงต้องยกให้ภาคเหนือ เนื่องจากชาวเหนือนิยมบริโภคด้วงสาคูเช่นกัน แต่ค่อนข้างหาตามธรรมชาติมารับประทานได้ยาก อีกทั้งหากย้อนไปสมัยก่อนก็ยังไม่ค่อยมีคนเลี้ยงเหมือนเช่นปัจจุบัน

คุณพิม-ณัฐณิชา การิยะ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และมีอาชีพเสริมเป็นเจ้าของฟาร์มด้วงสาคู มานานถึง 8 ปี ได้เล่าให้ฟังว่า

“จริงๆ คนเหนือชอบรับประทานด้วงสาคู แต่จะไปหาตามต้นมะพร้าวก็หายากเพราะยังไม่มีคนเลี้ยงขาย พอเรามาทำก็หาตลาดรับซื้อไม่ยาก ช่วงแรกก็ต้องปรับหาวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นแทนสาคู จนเป็นเจ้าแรกๆ ที่ใช้มันสำปะหลังในการเลี้ยงด้วงสาคู

          “แต่ช่วงแรกก็มีปัญหาเรื่องสภาพอากาศ เพราะที่ภาคเหนือเปลี่ยนแปลงบ่อย อย่างช่วงฤดูหนาวจะไม่ค่อยได้ผลผลิตเท่าไหร่ ส่วนฤดูร้อนก็จะมีตายบ้างเพราะอากาศร้อนจัด จะดีช่วงฤดูฝน สู้ทางใต้ไม่ได้เพราะอากาศร้อนชื้น มีฝนตกทั้งปีสามารถทำได้ตลอด และก็จะมีเรื่องวัตถุดิบมีปัญหาต้องตุนไว้เพราะบางช่วงของจะขาดค่ะ”

คุณพิม เปิดบทสนทนาพร้อมกับไขข้อสงสัยเรื่องอาชีพเสริมของเธอด้วยว่า การที่เจ้าตัวเลือกเลี้ยงด้วงสาคูเป็นงานเสริมเริ่มจาก แฟนของคุณพิมซึ่งเป็นคนใต้ได้ลงไปเที่ยวบ้านที่ชุมพรและเห็นคนอื่นเลี้ยงจึงสนใจศึกษาข้อมูล โดย ณ ตอนนั้น มีแนวคิดจะเลี้ยงเพื่อไว้ให้ไก่ไข่ที่เลี้ยงไว้กิน แต่กลับเกิดจุดพลิกผันมีตลาดรับซื้อเข้ามาเพียบ สร้างรายได้ให้อย่างเป็นกอบเป็นกำ จึงยึดเป็นอาชีพเสริมแต่รายได้หลักเลยก็ว่าได้

พ่อแม่พันธุ์
หนอนด้วงสาคูตัวเต็มวัย

เตรียมตัวก่อนเลี้ยงจริง

คุณพิม บอกว่า ก่อนลงมือเลี้ยงด้วงสาคูต้องดูแหล่งวัตถุดิบก่อนว่ามีหรือไม่ เช่น มันสำปะหลัง เปลือกมะพร้าว รำ กากน้ำตาล อาหารหมู แต่ก็สามารถนำไปดัดแปลงเลือกวัตถุดิบที่มีในพื้นที่ได้ ซึ่งอาหารหลักที่ใช้เยอะที่สุดควรเป็นอาหารประเภทแป้ง เช่น เผือก มันเทศ ข้าวโพด มันสำปะหลัง แล้วแต่ต้นทุนที่มีและวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น

ทั้งนี้ วิธีการผสมอาหารให้ด้วงสาคูสูตรเฉพาะของที่นี่ ประกอบด้วย มันสำปะหลัง 3-4 กก./กะละมัง : เปลือกมะพร้าว : อาหารหมู 4-5 ขีด: รำ 4-5 ขีด : กากน้ำตาล (หากไม่มีไม่ต้องใส่ก็ได้) นำทุกอย่างผสมรวมกันใส่ลงในกะละมัง ทำให้อาหารมีความชื้นพอดี ไม่แห้งหรือแฉะเกินไปเพราะจะมีผลต่อผลผลิตหนอนด้วงสาคูด้วย

มันสำปะหลังอาหารหลักของด้วงสาคูที่นี่
มันสำปะหลังบดแล้ว

ต่อมาคือ โรงเรือน ใช้พื้นที่ไม่เยอะก็เลี้ยงได้ อย่างที่นี่ทำเป็นโรงเรือนเล็กๆ ขึ้นมา วางกะละมังได้ 500-600 กะละมัง แต่ถ้าไม่มีพื้นที่สร้างโรงเรือนและทำไม่มากสามารถวางไว้ตรงไหนก็ได้ที่ร่มไม่โดนแดดและฝน แต่ถ้าเลี้ยงจำนวนมาก 100-200 กะละมังขึ้นไป ควรมีโรงเรือน เพราะเป็นอาหารหมักมีกลิ่นอาจไปรบกวนบ้านอื่นได้ ทั้งนี้ ลักษณะโรงเรือนขอแค่มีหลังคาเป็นใช้ได้ ไม่มีแดดส่องและฝนไม่ตกใส่

ส่วน ภาชนะ ที่นี่จะเลี้ยงในกะละมังใบเล็ก (ใบละ 20 บาท) พร้อมหาฝาปิดที่มีรูระบายอากาศปิดไว้กันบินหนี

สุดท้ายคือ ศัตรูของด้วงสาคู ซึ่งส่วนใหญ่จะมีมด จิ้งจก หนอนแมลงวันลาย (หนอนแม่โจ้) จะมาตอมอาหารเพราะอาหารจะมีกลิ่นหอม จึงทำให้มีหนอนแมลงวันมาไข่ไว้ในกะละมัง พวกนี้จะมากินอาหารและกินหนอนด้วงด้วย ที่นี่จะใช้ยาที่ใช้พ่นตามผิววัวไม่ให้แมลงมาตอมพ่นตามพื้นโรงเรือนไว้ แต่หลังจากให้อาหารไป 2 สัปดาห์แมลงก็จะไม่มารบกวน

ลักษณะโรงเรือนและการวางกะละมังเลี้ยงด้วงสาคู

ขั้นตอนการเลี้ยงและการเพาะพ่อแม่พันธุ์

หลังจากเตรียมทุกอย่างครบเสร็จสรรพ จึงใส่พ่อแม่พันธุ์กะละมังละ 5 คู่ ปิดฝาทิ้งไว้แบบนั้น ไม่ต้องดูบ่อยๆ แค่สัปดาห์ละครั้งเพื่อเติมอาหารถ้าหากอาหารยุบ หรือแห้งไปอย่าปล่อยให้แห้งเพราะด้วงสาคูชอบชื้นแฉะ ครบ 1 เดือนสามารถคัดจำหน่ายได้ วิธีการเก็บตัวหนอนให้คว่ำกะละมังลงแล้วเลือกเก็บตัวหนอนที่ใหญ่ออกมาล้างน้ำ นำไปลวกและแพ็กสุญญากาศไว้ ซึ่งหนึ่งกะละมังจะได้หนอนด้วงสาคูประมาณ 7 ขีด ถึง 2 กิโลกรัม  ขึ้นอยู่กับความชำนาญ จากนั้นใช้น้ำฉีดล้างกะละมังตากแดดให้แห้งคว่ำไว้

หากเลี้ยงเพื่อจำหน่ายพ่อแม่พันธุ์ หลังจากช่วงนี้ต้องเลี้ยงต่ออีกใช้เวลาอาจนานเป็น 2 เดือน จนหนอนด้วงตัวใหญ่เหลืองจึงนำมาเลี้ยงเป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อได้ ซึ่งถ้าใครจะเลี้ยงต่อเพื่อให้เป็นพ่อแม่พันธุ์ต้องมีความอดทนเพราะใช้ระยะเวลานานกว่าจะทำได้ เมื่อได้หนอนที่ตัวใหญ่เหลืองแล้วต่อไปคือแยกใส่กะละมังอีกใบที่มีอาหารเหมือนเดิมแต่ให้ไม่มาก พร้อมกับใส่เปลือกมะพร้าวสดลงไป (ใส่หนอนด้วงสาคู 130-150 ตัว/กะละมัง) เมื่อหนอนด้วงสาคูไม่มีอะไรกินก็จะพันเข้าดักแด้เองตามธรรมชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย ปิดฝาเลี้ยงต่ออีก 3 สัปดาห์ จนเมื่อหนอนด้วงสาคูพันตัวให้จับแยกออกใส่อีกกะละมังแล้วปิดฝาไว้

ผ่านไป 2 สัปดาห์ ตัวด้วงสาคูที่สมบูรณ์จะเจาะออกมากลายเป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไป อัตราการรอดเป็นพ่อแม่พันธุ์ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งลักษณะของพ่อแม่พันธุ์ต้องตัวใหญ่ เมื่อออกมาจะต้องส่งทันทีไม่ทิ้งไว้นาน ส่วนตัวเล็กจะไม่ส่งจำหน่าย เบ็ดเสร็จใช้เวลาประมาณเกือบ 4 เดือน

หมายเหตุ : ลักษณะของพ่อแม่พันธุ์จะต่างกันตรงที่งวงของตัวผู้จะมีขนรำไร ส่วนตัวเมียงวงจะเล็กเรียวยาวแต่ไม่มีขน

หนอนด้วงสาคูคั่วเกลือ

ภาคเหนือราคาดีกิโลฯละ 300 บาท แพ็กสุญญากาศอย่างดี เก็บได้นาน ขนส่งสะดวก

คุณพิม เสริมช่วงท้ายเรื่องตลาดด้วยว่า ส่วนใหญ่คนที่ซื้อตัวหนอนของด้วงสาคูไปจะนำไปทำเป็นอาหาร นอกจากนี้ก็นำมาให้สัตว์กินได้ เช่น ไก่ กระรอก นางอาย ซูการ์ฯ ลิง ตุ๊กแก กินได้หมดเพราะมีโปรตีนสูง โดยจะทำตลาดผ่านเฟชบุ๊กเนื่องจากไม่มีเวลาไปนั่งขายเอง ซึ่งกระแสตอบรับดีมาก ทั้งพ่อแม่พันธุ์และตัวหนอน แต่หลักๆ จะเน้นพ่อแม่พันธุ์มากกว่า เพราะมีคนสนใจพ่อแม่พันธุ์มาตั้งแต่เมื่อ 8 ปีที่แล้ว โดยจะซื้อไปขยายพันธุ์ขายตัวหนอนต่อ ราคาคู่ละ 10 บาท วิธีการส่งจะใส่ไว้ในขวดพลาสติกเจาะรูใส่เปลือกมะพร้าวในขวดด้วยแล้วแพ็กใส่กล่องส่ง อาจมีตายบ้าง บางครั้งตายทั้งหมดแต่เจ้าตัวก็รับเคลมทั้งหมด

และตัวหนอนด้วงสาคูที่จำหน่ายเนื้อจะฟรีซแข็งสุญญากาศ หรือบางรายอยากได้ตัวเป็นๆ ก็ได้เช่นกัน ที่สำคัญราคาเดียวกันไม่มีบวกเพิ่มคือ 300 บาท/กก.

“คนที่ซื้อแบบเป็นไปจะซื้อน้อย เพื่อนำไปปรุงอาหารเดี๋ยวนั้นและไม่มาก เขาบอกว่ารสชาติจะอร่อยกว่า ส่วนกลุ่มที่ซื้อแบบลวกแพ็กสุญญากาศจะเก็บไว้ได้นานเป็นปี แต่จากที่ลองชิมคิดว่ารสชาติไม่ต่างกัน ขึ้นอยู่ที่ความเคยชินและความชอบของแต่ละคนมากกว่าค่ะ”

ดังนั้น อาจถือได้ว่าการเลี้ยงด้วงสาคูเป็นอาชีพที่น่าสนใจ ถ้าหากอยากเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมคุณพิมแนะนำให้เลี้ยงเต็มที่ เพราะรายได้ดีต้นทุนไม่สูง ตลาดมีแน่นอน แต่ถ้าพื้นที่ที่ไม่นิยมบริโภค อาจต้องขยันออกหาตลาดด้วย หรือโพสต์ขายออนไลน์ได้ผลดีมาก คุณพิมการันตี!

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ “คุณณัฐณิชา การิยะ” เลขที่ 58/1 หมู่ 9 ต.จริม อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ 53150 โทร.081-533-5260, 094-078-8221 เฟซบุ๊ก : ด้วงมะพร้าว อ้ายบ่าว สาวเหนือ
หนูนา ด้วงสาคู ปลาหมอบ่อปูน โดยสำนักพิมพ์นาคา

สสส. ประกาศผลมอบรางวัล “โครงการนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ” บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ “นักนวัตกร” เพื่อสร้างเสริม “สุขภาวะ” คนไทย

31/07/2018

#วว.โชว์ผลงานวิจัยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ยางพารา ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม #มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติประจำปี 2561 วันที่ 9-13 สิงหาคมนี้

31/07/2018

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *