เพาะเห็ดป่าร่วมไม้เศรษฐกิจ “ยางนา” สร้างรายได้ไม่รู้จบจากภาวะความเกื้อกูล

เพาะเห็ดป่าร่วมไม้เศรษฐกิจ “ยางนา”
สร้างรายได้ไม่รู้จบจากภาวะความเกื้อกูล

“ยางนา” ไม้มีค่าที่ในหลวงทรงห่วงใย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ได้มีพระราชปรารภเมื่อปี พ.ศ. 2504 ด้วยทรงห่วงในสถานการณ์ของไม้ยางนาเมื่อกว่า 50 ปีที่แล้วว่า

 “ไม้ยางนาในประเทศไทยได้ถูกตัดไปใช้สอยและทำเป็นสินค้ากันเป็นจำนวนมากขึ้นทุกปี เป็นที่น่าวิตกว่าหากมิได้ทำการบำรุงส่งเสริมและดำเนินการปลูกไม้ยางนาขึ้นแล้ว ปริมาณยางนาก็จะลดน้อยลงไปทุกที จึงควรจะได้มีการดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับการปลูกไม้ยางนาเพื่อจะได้นำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติ”

ความสูงใหญ่ของต้นยางนา

          ยางนา (Dipterocarpus alatus Roxb.) เป็นเสมือนพญาไม้แห่งเอเชียอาคเนย์ เพราะมีขนาดสูงใหญ่ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชียอาจมีความสูงถึง 50 เมตรและมีเส้นรอบวงที่ระดับอกถึง 7 เมตร ในประเทศไทยพบอยู่ทั่วไป ซึ่งยืนยันได้จากชื่อหมู่บ้าน ตำบล อำเภอที่มีคำว่า “ ยาง ” อยู่ในทุกภาคของประเทศ เช่น อำเภอท่ายาง ท่าสองยาง ยางตลาด และยางชุมน้อย เป็นไม้เอนกประสงค์ แทบทุกส่วนสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นแหล่งอาหารป่า แหล่งนันทนาการ น้ำมันยาง สมุนไพร และเนื้อไม้สำหรับใช้สอยทั่วไป จนพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ได้ให้ความสำคัญของไม้ยางเท่าเทียมกับไม้สัก ด้วยการกำหนดว่า “ไม้สักและไม้ยางทั่วไปในราชอาณาจักรไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดในราชอาณาจักรเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. (ไม้หวงธรรมดา) ซึ่งการทำไม้จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่

ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล ในการเสด็จพระราชดำเนินทางรถยนต์ไปแปรพระราชฐาน ณ พระที่นั่งไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผ่านป่ายางนาสูงใหญ่สองข้างทางถนนเพชรเกษม ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 176-179 ท้องที่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังไปเก็บเมล็ดยางนาเมื่อเดือนเมษายน 2504 ให้เจ้าหน้าที่นำไปเพาะเลี้ยงกล้าไว้ใต้ร่มต้นแคบ้านในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐานส่วนหนึ่ง และได้ทรงเพาะเมล็ดไม้ยางนาโดยพระองค์เองไว้บนดาดฟ้าพระตำหนักเปี่ยมสุข ในพระราชวังไกลกังวล หัวหิน อีกส่วนหนึ่ง

นำเห็ดดอกแก่มาขยำให้ละเอียดใส่ผสมกับน้ำก่อนนำไปรดรอบโคนต้นยางนา

จากนั้นได้ทรงปลูกกล้าไม้ยางนาอายุ  4 เดือน ในบริเวณสวนจิตรลดาร่วมกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร คณาจารย์ และนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2504 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์จำนวน 1,096 ต้น โดยมีระยะปลูก 2.50 x 2.50 เมตร เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 1 งาน ซึ่งถือเป็นสวนป่ายางนาที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย พร้อมกับทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะวนศาสตร์และโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการปลูกไม้ยางนาในบริเวณสวนจิตรลดา โดยมีศาสตราจารย์ เทียม คมกฤส คณบดีคณะวนศาสตร์ในขณะนั้นเป็นหัวหน้าโครงการ

ปัจจุบันการปลูก “ยางนา” ในฐานะไม้เศรษฐกิจ สำหรับประชาชนทั่วไปนั้นส่วนหนึ่งดำเนินงานในรูปแบบของ “ธนาคารต้นไม้” โดยมีสถาบันการเงินอย่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้การสนับสนุน โดยมีรากฐานมาจากแนวพระราชดำริเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ด้วยการปลูกต้นไม้ “3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” เพื่อสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ได้ในระดับครอบครัว ชุมชนเครือข่าย จนถึงระดับประเทศ อีกทั้งหากมีความจำเป็น/เดือดร้อนหรือต้องการเงินทุนก่อน ก็สามารถนำต้นไม้ใช้เป็นหลักประกันเงินกู้กับ ธ.ก.ส. ได้ เป็นต้น ขณะเดียวกันการบูรณาการด้านองค์ความรู้จากงานวิจัยเพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนร่วมอนุรักษ์ไม้ยางนา ด้วยการปลูกเพิ่มและยังสามารถใช้ประโยชน์จาก “ระบบวนเกษตร” ภายในสวนป่ายางนา เช่น การเพาะเห็ดป่าธรรมชาติอย่าง “เห็ดระโงก” และ “เห็ดเผาะ” ที่สามารถเจริญเติบโตร่วมกับไม้วงศ์ยาง เป็นเห็ดเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงราคาจำหน่าย 250-450 บาท/กก. ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคจำนวนมากอีกด้วย

เห็ดระโงก
หลังการรดน้ำเชื้อ/เห็ดระโงกเริ่มเจริญเติบโต

เห็ดระโงก เป็นราไมคอร์ไรซา (mycorrhizas) ที่มีความสัมพันธ์กับไม้วงศ์ยางในลักษณะการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน เอื้ออำนวยประโยชน์ซึ่งกันและกันกับเซลล์ของรากพืช โดยที่ต่างฝ่ายก็ได้รับประโยชน์ (mutualistic symbiosis) ราจะช่วยดูดน้ำและธาตุอาหารจากดิน โดยเฉพาะฟอสฟอรัส (P) ให้แก่พืช ส่วนราก็ได้สารอาหารจากพืชที่ขับออกมาทางรากสำหรับใช้ในการเจริญเติบโต เช่น น้ำตาล โปรตีนและวิตามินต่างๆ นอกจากนี้ราไมคอร์ไรซายังช่วยป้องกันรากพืชจากการเข้าทำลายของเชื้อก่อโรคพืช ต้นกล้าที่มีราไมคอร์ไรซาจึงมีการอยู่รอดมากกว่าพืชที่ไม่มีราไมคอร์ไรซา เพราะสามารถทนแล้ง และธาตุอาหารต่ำได้ดีกว่าต้นกล้าที่ไม่มีราไมคอร์ไรซา ซึ่งเมื่อความชื้นและปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เหมาะสม ราไมคอร์ไรซาจะเจริญและพัฒนาเป็นดอกเห็ดให้เห็นได้

ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับ สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้ ได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยสิ่งแวดล้อมต่อผลผลิตของเห็ดระโงกทั้งในและนอกฤดูกาล ณ แปลงสาธิตโครงการศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ในช่วงปี 2557 -2558 พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดเห็ดระโงก ได้แก่ ปริมาณแสง ความชื้นบริเวณผิวดิน อุณหภูมิและความชื้นในอากาศ รวมถึงความหนาแน่นของอินทรียวัตถุเหนือพื้นดิน และจากการสำรวจประชากรเห็ด พบว่า เห็ดระโงกเป็นเห็ดที่ให้ผลผลิตสูงสุดในแปลง โดยสามารถพบเห็ดระโงกถึง 3 ชนิด คือ ระโงกแดง ระโงกเหลือง และระโงกขาว นอกจากนี้ในแปลงสาธิตดังกล่าวยังพบเห็ดกินได้ชนิดอื่นๆ เช่น เห็ดถ่าน เห็ดหาด เห็ดครก เห็ดโคน และ เห็ดตะไคล อีกด้วย ซึ่งการออกดอกของเห็ดระโงกนั้นมีความสอดคล้องกับปริมาณน้ำฝนในช่วงต้นฤดูเป็นอย่างมาก โดยพบว่าในช่วงเดือน มิถุนายน – กรกฎาคม จะพบปริมาณเห็ดระโงกเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้การให้น้ำนอกฤดู ก็มีส่วนทำให้เกิดเห็ดระโงกได้เช่นกัน ซึ่งความรู้ที่ได้จากการศึกษาอิทธิพลของปัจจัยแวดล้อมต่อผลผลิตเห็ดระโงกในครั้งนี้ จะนำไปสู่การปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการออกดอกของเห็ดระโงก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชุมชนทั้งด้านอาหารและรายได้

และจากการศึกษาของ ผศ.ประภาพร ตั้งกิจโชติ ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เรื่อง เห็ดเผาะ หรือเห็ดถอบ มักขึ้นกระจายเป็นกลุ่มใหญ่ในป่าสนและป่าเต็งรัง แต่จะพบมากทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน มักพบตามป่าชื้นและป่าร้อนชื้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าแพะ ป่าเหียง ป่าตองตึง นอกจากนี้ยังมีรายงานพบว่า สามารถพบเห็ดเผาะในป่าเต็งรัง ยางนา  พลวง สะแบง ตะเคียน จันทน์กะพ้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้ในวงศ์ยางนาทั้งหมด รวมทั้งป่ายูคาลิปตัสที่จังหวัดระยอง ซึ่งดอกเห็ดดังกล่าวจะมีลักษณะภายนอกที่คล้ายคลึงกัน แต่ขนาด สี ความหนาของเปลือกนอกของดอก รวมทั้งลักษณะทางสัณฐานวิทยาอื่นๆ อาจแตกต่างกันไป

เห็ดเผาะ จัดเป็นเชื้อราจำพวกเอคโตไมคอร์ไรซา เช่นเดียวกับเห็ดตับเต่า โดยเจริญอยู่ร่วมกับรากต้นไม้ยืนต้นแบบเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันเพราะเส้นใยของเชื้อราจะเจริญห่อหุ้มรากของต้นไม้ไว้เหมือนนวมซึ่งช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับต้นไม้ในฤดูแล้ง ส่วนต้นไม้ได้รับแร่ธาตุบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟอสฟอรัสที่เชื้อราช่วยย่อยสลายออกมาจากดิน ให้อยู่ในรูปที่ต้นไม้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ทำให้ต้นไม้มีระบบรากที่แข็งแรง เจริญเติบโตได้รวดเร็ว สามารถหาอาหารได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันและควบคุมการเกิดโรคกับระบบรากต้นไม้ได้ด้วย ในขณะเดียวกันต้นไม้ก็ได้ให้ความชื้น แร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งสารอาหารบางอย่างแก่เชื้อราดังกล่าว เช่น กรดอะมิโนบางชนิด วิตามินบี และน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ได้แก่ กลูโคส ฟรุกโตส เป็นต้น เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม เส้นใยเชื้อราดังกล่าวจะรวมตัวและพัฒนาเป็นดอกเห็ดบริเวณโคนต้นไม้ ที่มีรากพืชกระจายอยู่ และหากต้นไม้ตาย เชื้อราดังกล่าวก็จะตายไปด้วย

เห็ดเผาะก็ชอบขึ้นบริเวณรากไม้วงศ์ยาง

การเพาะเห็ดเผาะมีวิธีการที่สามารถทำได้ เช่น การใช้ดินหัวเชื้อ ในอดีตการใช้ดินหัวเชื้อราของเห็ดเผาะ ซึ่งเก็บจากบริเวณแหล่งกำเนิดของต้นไม้ที่มีเชื้อราอยู่ในธรรมชาติ เป็นวิธีปฏิบัติอย่างได้ผลดีมานาน และในปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมใช้กันอยู่ วิธีการคือ นำดินเชื้อราของเห็ดเผาะที่อยู่ห่างจากต้นไม้เกิน 50 ซม.โดยรอบ ขุดดินลึกประมาณ 10 – 20 ซม. ให้มีรากเดิมพืชติดมาด้วย แล้วนำไปใช้ทันทีหรือเก็บไว้ในที่ร่มประมาณไม่เกิน 7 วัน นำดินที่คาดว่ามีเชื้อราของเห็ดเผาะที่ติดอยู่ไปคลุกกับดินที่ใช้เพาะต้นพืช อัตรา 1:6 ถึง 1:10 ส่วน จากนั้นนำดินที่ผสมแล้วไปเพาะเมล็ดและต้นกล้า วิธีนี้ข้อดีคือประหยัด เสียค่าใช้จ่ายน้อย ไม่ต้องใช้วิธียุ่งยากซับซ้อน ง่ายต่อการปฏิบัติ ส่วนข้อเสียนั้นก็คือ ดินมีน้ำหนักมาก การขนย้ายในระยะทางไกลๆ อาจไม่สะดวก และที่สำคัญเชื้อราเอคโตมัยคอร์ไรซาที่เรานำมานั้น จะเป็นเชื้อราของเห็ดเผาะหรือไม่ เพราะเชื้อราชนิดนี้สามารถเจริญเติบโตเป็นเห็ดได้หลายชนิด และดินอาจมีเชื้อโรคติดมาระบาดต่อต้นกล้าได้ง่าย ดังนั้น วิธีการแก้ไขคือ ต้องเลือกดินที่ติดกับรากต้นแม่ที่สมบูรณ์ปราศจากโรค และควรปัดกวาดซากพืชหน้าดินออกให้สะอาดก่อนขุดดินนำเอาไปใช้เพาะต้นกล้า

กล้ายางนาที่มีการเพาะเชื้อเห็ดเผาะไว้ก่อนนำไปลูก

วิธีที่สอง คือ การใช้สปอร์ เพราะเมื่อดอกเห็ดแก่มากๆ ภายในดอกเห็ดจะมีสปอร์อยู่ เมื่อเขย่าแล้วจะได้ยินเสียงของสปอร์อยู่ข้างใน ซึ่งสปอร์ของเห็ดราบางชนิดสามารถเก็บได้ในปริมาณมาก เช่น เห็ดหัวเข่า เห็ดเผาะ เห็ดลูกฝุ่น และเห็ดทรงกลม เราสามารถนำสปอร์ไปละลายน้ำหรือใช้สปอร์โดยตรงคลุกกับเมล็ดพันธุ์ก่อนเพาะกล้า หรือนำสปอร์ละลายน้ำในอัตราส่วน 1:1000 แล้วฉีดพ่นกับต้นกล้าหรือเมล็ดพันธุ์ที่เพาะในแปลงเพาะ ข้อดีของวิธีการนี้คือ นำไปปฏิบัติได้ง่าย ได้พันธุ์เห็ดที่ทราบชื่อชนิดพันธุ์ได้ แต่มีข้อเสียคือ เราไม่สามารถเก็บสปอร์ในปริมาณมากๆ ได้ ไม่สามารถคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดีมีประสิทธิภาพสูง และสปอร์มีระยะพักตัว มีการงอกที่ไม่สม่ำเสมอ สปอร์บางชนิดมีอัตราการงอกต่ำ ต้องใช้วิธีกระตุ้นเป็นพิเศษจึงจะสามารถงอกได้

และยังมีอีกสองวิธีนั่นก็คือ การใช้เส้นใยในการเลี้ยงเชื้อ การใช้เส้นใยในการเลี้ยงขยายเชื้อจากดอกเห็ด เป็นวิธีการที่นิยมกันมากในปัจจุบัน เพราะเราสามารถคัดเลือกสายพันธุ์เห็ดพันธุ์ดีได้ เมื่อเลี้ยงเชื้อในระยะเวลาประมาณ 3-4 เดือน ก็นำเอาหัวเชื้อไปใช้คลุกดินเพาะกล้าได้ ในอัตราส่วน 1:8 ถึง 1:10 แล้วจึงเพาะเมล็ดกล้าไม้ วิธีการนี้มีข้อเสียคือ ต้องใช้เทคนิคเครื่องมือและอุปกรณ์ค่อนข้างซับซ้อนและต้องการความรู้ และความชำนาญเป็นพิเศษจึงจะดำเนินการได้ แต่ข้อดีก็คือ หัวเชื้อที่ได้จะบริสุทธิ์ปราศจากเชื้อปนเปื้อน และได้สายพันธุ์ที่เป็นพันธุ์ดีที่ได้คัดเลือกสายพันธุ์เหมาะสมแล้วมาใช้และมีประสิทธิภาพสูง

วิธีการสุดท้าย คือ การทำหัวเชื้อ เนื่องจากเห็ดราบางชนิดไม่สามารถเพาะเลี้ยงในอาหารเทียมเลี้ยงเชื้อได้ ดังนั้นจึงนิยมขยายหัวเชื้อโดยการเก็บสปอร์ไปขยายในถุงเพาะชำ หรือแปลงเพาะกล้าเพื่อขยายให้มีปริมาณมากขึ้นในต้นกล้าพวกถั่ว ข้าวโพด หรือพืชวงศ์หญ้า แล้วใช้ดินเชื้อและรากของพืชที่นำมาขยายเชื้อนั้นไปคลุกผสมกับต้นกล้าที่เราต้องการเพาะปลูกต่อไป

“ยางนา” ไม้ของพ่อ ไม้มีค่าที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงห่วงใย การปลูกเพื่ออนุรักษ์และเพิ่มจำนวนให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ไม้ คนไทยควรมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสืบสาน อีกทั้งต่อไปเมื่อกฎหมายป่าไม้ (พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ในมาตรา 7) ได้รับการปลดล็อกแล้ว คือ อนุญาตปลูกไม้หวงห้ามในที่ดินกรรมสิทธิ์เพื่อการค้าได้ รวมถึงไม้ยืนต้น (มีชีวิต) ที่มีมูลค่าสูงทางเศรษฐกิจสามารถใช้เป็น “หลักประกันทางธุรกิจประเภทใหม่” สำหรับกู้เงินกับธนาคารได้ ช่วยเพิ่มโอกาสด้านเงินทุน และยังสร้างรายได้เสริมอีกจากการเพาะเห็ดป่าในสวนไม้ยางนา จำหน่ายควบคู่ไปได้อย่างไม่มีวันหมด

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.forest.go.th/ และ http://www.biotec.or.th/ และ https://www3.rdi.ku.ac.th/?

คู่มือการส่งเสริมปลูกไม้เศรษฐกิจ โดยสำนักพิมพ์นาคา

ไร่อินทผลัมเลิศรส จากทดลองปลูกสู่วัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมฯ

29/08/2018

สร้างแผนที่พันธุกรรม “ปาล์มน้ำมัน” ย่นระยะเวลาในการปรับปรุงพันธุ์

29/08/2018

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *