สวก.ร่วมกับ ม.แม่โจ้ เปิดผลงาน 3 โครงการวิจัยคุณภาพ

(จากซ้าย) ดร. สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ผู้อำนวยการ สวก. จับมือร่วมกับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดย รศ.ดร.วีระพล ทองมา รษ.อธิการบดี พร้อมด้วย ผศ.พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดี พัฒนาการวิจัยการเกษตรร่วมกัน

สวก.ร่วมกับ ม.แม่โจ้ เปิดผลงาน 3 โครงการวิจัยคุณภาพ

สวก.ร่วมกับ ม.แม่โจ้ เปิดผลงาน 3 โครงการวิจัยคุณภาพ ตอบสนองนโยบายรัฐบาลการส่งเสริม “แปลงใหญ่ผลิตลำไยนอกฤดู” เพื่อแก้ปัญหาราคาตก ลำไยล้นตลาด ผลักดันการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าลำไยตกเกรดผลิตชาลำไยสด พร้อมโชว์งานวิจัยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลอะโวคาโด

การสกัดน้ำมันอะโวคาโดจากผลตกเกรดเพื่อตั้งตำรับผลิตภัณฑ์ที่มีองค์ประกอบของน้ำมันอะโวคาโดสร้างมูลค่าเพิ่ม
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาลำไยสดจากผลผลิตตกเกรดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาการวิจัยเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. กล่าว่า ลำไย เป็นไม้ผลเศรษฐกิจของภาคเหนือตอนบนที่มีการส่งออกทั้งในรูปแบบผลสด อบแห้ง และบรรจุกระป๋อง รวมมูลค่ามากกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท พื้นที่การผลิตลำไยทั้งประเทศรวมแล้วประมาณ  1 ล้านไร่มากกว่า 70% อยู่ในเขตภาคเหนือตอนบน ปัญหาที่สำคัญของการผลิตลำไย คือผลผลิตในฤดูออกสู่ตลาดในเวลาเดียวกันทำให้ล้นตลาดและขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่งผลให้เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตได้ราคาที่ต่ำ และเกษตรกรเก็บผลผลิตของตนเองไม่ทันทำให้เกิดความเสียหายจากการร่วงหล่นของผลลำไยนอกจากนี้ผลลำไยที่แก่จัด ไม่สามารถส่งออกเป็นลำไยสดได้ สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาลำไยในฤดูที่ตกต่ำ ในทางทฤษฎีสามารถทำได้โดยการกระจายการผลิตลำไยออกไปนอกฤดูเพื่อลดปริมาณในฤดูลง ในปี 2548 รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการประชุมระดมความคิดเห็นกับหน่วยงานต่างๆ ออกมาช่วยแก้ไขปัญหาหนึ่งในนโยบายที่คาดว่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนคือ นโยบายการกระจายการผลิตลำไยออกไปนอกฤดูกาลโดยมีเป้าหมายในปี 2552 จะให้มีสัดส่วนพื้นที่ปลูกลำไยในฤดูต่อพื้นที่ปลูกลำไยนอกฤดูเท่ากับ 60:40 แต่ในทางปฏิบัติแม้เมื่อครบเวลาที่กำหนดไว้ การกระจายการผลิตลำไยนอกฤดูไม่สามารถเพิ่มปริมาณตามสัดส่วนที่นโยบายกำหนดไว้ได้ ซึ่งปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความสำเร็จในการผลิตลำไยนอกฤดู ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ ความเหมาะสมของเทคโนโลยี และความพร้อมของเกษตรกร ดังนั้น การจะเพิ่มพื้นที่ผลิตลำไยนอกฤดู หรือการกระจายระยะเวลาการผลิตลำไยออกไปนอกฤดูได้ ความเหมาะสมหรือความพร้อมของทั้ง 3 ส่วนต้องได้รับการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน

การอบรมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตลำไยนอกฤดูเชิงคุณภาพแก่กลุ่มเกษตรกร

สำหรับ “อะโวคาโด” พืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่ตลาดต้องการสูงมีราคาแพง 50-60 บาท/กก. มีการนำเข้าพันธุ์มาทดลองปลูกและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดทางภาคเหนือโดยเฉพาะที่ อ.พบพระ จ.ตาก และในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เช่น จ.นครราชสีมา อะโวคาโดจัดว่าเป็นพืชเพื่อสุขภาพที่เปี่ยมไปด้วยประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก อย่างไรก็ตามสำหรับตลาดในประเทศไทยพบว่า ผลอะโวคาโดเพิ่งจะได้รับความสนใจในการบริโภค โดยกลุ่มคนรักสุขภาพเริ่มมองเห็นคุณค่าจึงทำให้อะโวคาโดกลายเป็นผลไม้ที่มีความต้องการของตลาดสูง ขณะที่พื้นที่ปลูกยังมีน้อย ปัจจุบันจึงมีการสนับสนุนการปลูกอะโวคาโด โดยการแจกกล้าพันธุ์ดีเพื่อหวังให้ปริมาณผลผลิตมีมากขึ้น เพียงพอสำหรับบริโภคในประเทศ และส่งออกต่างประเทศบางส่วน อะโวคาโดจัดเป็นพืชที่มีอนาคตทางการตลาดที่สดใสมาก เพราะต้นอะโวคาโดหนึ่งต้นจะให้ผลผลิตประมาณ 300-500 กก. ถ้ามีการปลูกต้นอะโวคาโดประมาณ 500 ต้น ผลผลิตในแต่ละปีจะมีประมาณ 100-200 ต้นทุกปี นอกจากนี้ พบว่าอะโวคาโดเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสู่ตลาดยุโรป เช่น ส่งออกไปขายยังประเทศอังกฤษ เป็นต้น

เทคนิคการตัดแต่งกิ่งรูปทรงเปิดกลางพุ่ม (ฝาชีหงาย) ในลำไยต้นอายุ 30 ปีเพื่อควบคุมความสูงช่วยในการจัดการง่าย ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพผลผลิต

อย่างไรก็ตาม ผลอะโวคาโดเป็นผลผลิตจากไร่ของเกษตรกร เป็นผลผลิตที่สร้างรายได้ในลักษณะผลสดจากไร่สู่ตลาด โดยต้องผ่านกระบวนการคุดคุณภาพให้ได้ตามขนาดที่ต้องการถึงสามารถขายได้ในราคาสูง ทำให้มีผลผลิตจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ขนาดตามมาตรฐานแต่มีคุณภาพดีซึ่งกลุ่มเกษตรกรบางกลุ่มต้องทิ้งผลเหล่านี้ไป บางกลุ่มต้องนำมาขายในราคาที่ไม่สูงนักในตลาดทั่วไป การวิจัยพัฒนาจึงต้องหากระบวนการแปรรูปหรือกระบวนการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลอะโวคาโดเหล่านั้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ หัวหน้าโครงการ “การบริหารจัดการเทคโนโลยีเพื่อผลิตลำไยนอกฤดูในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย” อธิบายต่อว่า การผลิตลำไยมีอยู่ 2 รูปแบบคือการผลิตลำไยในฤดู และการผลิตลำไยนอกฤดู ในการผลิตลำไยในฤดูหมายถึงการผลิตลำไยตามสภาพธรรมชาติ ที่การออกดอกต้นลำไยจะเกิดจากการที่ต้นได้รับอุณหภูมิต่ำในช่วงฤดูหนาว (พฤศจิกายน-ธันวาคม) ทำให้มีการออกดอกในช่วงเดือนมกราคม และไปเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ของทุกปี ส่วนการผลิตลำไยที่มีการชักนำให้ลำไยออกดอก โดยใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต ทำให้ลำไยออกดอก ติดผล และไปเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนอื่นๆ นอกเหนือจาก 2 เดือนดังกล่าว เรียกว่าเป็นการผลิตลำไยนอกฤดู ซึ่งส่วนใหญ่จะขายได้ราคาสูงกว่าลำไยในฤดู ปัญหาเรื่องการผลิตลำไยของไทยส่วนใหญ่ เกิดจากสาเหตุหลัก 2 ส่วนคือ ปัญหาเรื่องราคาตกต่ำ เนื่องจากปริมาณการผลิตมีมีมากกว่าความต้องการของตลาด ซึ่งมักจะเป็นปัญหาหลักของการผลิตลำไยในฤดู และอีกปัญหาหนึ่งคือลำไยที่ผลิตได้ด้อยคุณภาพ เช่น ขนาดผลเล็กไม่เป็นที่ต้องการของตลาด เปลือกบาง แฉะน้ำ เป็นต้น ทำให้ขายไม่ได้ราคา ดังนั้นหากสามารถแก้ไขปัญหาทั้ง 2 เรื่องได้ เชื่อว่าจะสามารถลดความรุนแรงของปัญหาการผลิตลำไยของไทยได้

ลุงสุ่ม-ป้าไข่คำ เจ้าของแปลงลำไยอายุ 30 ปีที่เข้าร่วมโครงการฯ พอใจในคุณภาพผลผลิตที่ได้หลังจากมีการทำตามคำแนะนำทั้งเรื่องการตัดแต่งกิ่ง (ทรงฝาชีหงาย)และการตัดแต่งช่อผลลำไย

การให้ความรู้แก่เกษตรกรในเรื่องการปรับปรุงคุณภาพผลผลิต จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ นอกเหนือจากการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่เหมาะสม สามารถผลิตลำไยนอกฤดูได้ ซึ่งในการดำเนินงานดังกล่าว จะต้องมีการส่งเสริมให้ความรู้กับเกษตรกร ผู้นำกลุ่มเกษตรกร และเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร อย่างครบวงจร และที่สำคัญจะต้องเชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดด้วย ดังนั้นแนวทางการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องลำไยของไทย จึงต้องดำเนินการอย่างครบวงจร และมีรูปแบบวิธีการส่งเสริมการผลิตที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งองค์ความรู้ด้านการจัดการสวนลำไยนี้ สามารถจัดแบ่งเป็นชุดๆ ได้ดังนี้ 1) เทคโนโลยีการเตรียมต้น 2) เทคโนโลยีการชักนำให้ออกดอก 3) เทคโนโลยีการปรับปรุงคุณภาพผลผลิต 4) เทคโนโลยีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว สำหรับนวัตกรรมและองค์ความรู้ที่ได้นำไปทดสอบและขยายผลสู่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ อธิบายตามตารางได้ดังนี้

นางสาวชุติมา คงจรูญ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ หัวหน้าโครงการ “การผลิตชาลำไยสดด้วยเทคนิคทางศิลปะวิทยาการอาหารระดับโมเลกุล” กล่าวว่า ปัญหาด้านผลผลิตลำไยที่พบในปัจจุบันคือเกษตรกรผลิตลำไยไม่ได้คุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน ตามที่ตลาดต้องการ ทำให้เกษตรกรขายไม่ได้ราคาหรือไม่คุ้มค่าการจ้างแรงงานเก็บเกี่ยว ซึ่งในปัจจุบันมีการนำลำไยตกเกรดมาเพิ่มมูลค่าโดยการผลิตเป็นน้ำตลาไซรัปลำไย เครื่องดื่มสกัดลำไยเข้มข้น แต่ยังเป็นสินค้าที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้เพียงบางกลุ่มเท่านั้น โครงการนี้เป็นการนำลำไยตกเกรดมาแปรรูปเป็นชาลำไยสดที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่มีอยู่ในเนื้อลำไย เช่น น้ำตาลกลูโคส ฟรุกโตส และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพในกลุ่มของสารประกอบแทนนิน เช่น กรดแกลโนแทนนิน กรดเอลลาจิค ก็จะเป็นเครื่องดื่มเชิงหน้าที่ (functional Drinks) ที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า โดยการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และศิลปะวิทยาการอาหารระดับโมเลกุล (Molecular gastronomy) เป็นนวัตกรรมการปรุงอาหารเพื่อให้ได้อาหารในรูปแบบใหม่ ทำให้ได้รับรู้รสชาติที่แท้จริงของอาหาร โดยการใช้หม้อนึ่งแรงดัน (autoclave) สกัดสารสำคัญออกจากเนื้อลำไยเพื่อให้สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพออกมาให้ได้มากที่สุด และทำให้ได้รสชาติของเครื่องดื่มชาลำไยสดที่มาจากธรรมชาติ โดยไม่ผสมสารปรุงแต่งรสหวาน ได้สารในกลุ่มฟีนอลิกที่สามารถต้านออกซิเดชั่นสูง เป็นการยกระดับขึ้นเป็นเครื่องดื่มเชิงหน้าที่ซึ่งจะทำให้มีมูลค่าสูง เป็นจุดขายที่ดีในการดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่รักสุขภาพ

ลุงตุ้ย ทดลองปลูกลำไยระยะชิด 4x4 เมตร (100 ต้น/ไร่) อายุต้น 2 ½ ปีเริ่มชักนำการออกดอกนอกฤดูได้ผลผลิตครั้งแรกที่อายุต้นครบ 3 ปีเฉลี่ย 1.8 ตัน/ไร่
แปลงลำไยระยะชิดของป้าสอนที่เริ่มให้ผลผลิตรุ่นแรกและมีการตัดแต่งช่อผลเพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ฐิติพรรณ ฉิมสุข คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ หน้าหน้าโครงการ “การสกัดน้ำมันอะโวคาโดและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลอะโวคาโด” เปิดเผยว่า จากการศึกษาวิจัย น้ำมันอะโวคาโดสามารถนำมาใช้เป็นองค์ประกอบในการผลิตเครื่องสำอางได้ดี เนื่องจากเป็นน้ำมันที่มีวิตามินอี ที่ช่วยบำรุงผิวใช้ได้ แม้มีสภาพผิวมัน เนื่องจากซึมเข้าผิวหนังได้เร็ว อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเพิ่มความหลากหลายของการใช้งานจึงนำมาผลิตเป็นสูตรผสมเพื่อตั้งตำรับ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต่างๆ เช่น โลชั่น ครีมบำรุงผิว เซรั่มบอดี้ มิส เป็นต้น

ในการศึกษาวิจัยการสกัดน้ำมันอะโวคาโดและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลอะโวคาโด ได้ดำเนินการวิจัยโดยใช้อะโวคาโดสายพันธุ์แฮสส์ และสายพันธุ์บัคคาเนียร์ โดยมีการตรวจสอบว่าผลอะโวคาโดเป็นผลิตภัณฑ์ปลอดสารเคมีตกค้าง และนำมาสกัดน้ำมันโดยมีกระบวนหลัก คือ การอบแห้งเพื่อลดความชื้นและการนำไปสกัดน้ำมัน ก่อนนำไปทำให้บริสุทธิ์โดยไม่ใช้สารเคมี โดยผลจากการวิจัย พบว่า อะโวคาโดสายพันธุ์แฮสส์ มีความเหมาะสมที่จะมาสกัดน้ำมันอะโวคาโด โดยจะได้น้ำมันอะโวคาโดในปริมาณสูงกว่าสายพันธุ์อื่นๆ และน้ำมันที่ได้มีลักษณะของสี ตั้งแต่สีเขียวมรกต จนถึงสีเหลือง ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ เช่น กระบวนการลดปริมาณคลอโรฟิลล์ (สีเขียวในน้ำมัน) โดยการไม่ใช้ความร้อนที่จะทำให้สีของน้ำมันจางลงได้ (โดยทั่วไปสีของน้ำมันอะโวคาโดจะสีเขียวอ่อนๆ และมีกลิ่นเฉพาะตัว)

ผลจากการวิจัย คณะนักวิจัยได้ตั้งตำรับผลิตภัณฑ์ที่มีองค์ประกอบของน้ำมันอะโวคาโด โดยการพัฒนาตำรับและบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง 2 ชนิด คือ ครีมบำรุงผิวหน้า และโลชั่นบำรุงผิว โดยได้มีการทดสอบปริมาณของสารต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งทดสอบความพึงพอใจและการยอมรับหลังการใช้ผลิตภัณฑ์ของผู้บริโภคแล้ว ทั้งนี้ ยังได้นำผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากการสกัดน้ำมันอะโวคาโด เข้าร่วมประกวดผลงานในงาน Korea International Woman’s Invention Exposition 2017 ณ ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 8-11 มิถุนายน 2560 ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ ได้แก่รางวัล Bronz award จากงานประกวด และรางวัลเหรียญทอง รางวัลพิเศษจากประเทศอินโดนีเซีย

กลุ่มลำไยแปลงใหญ่แม่วาง ต.ดอนเปา อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ มั่นใจในคุณภาพของผลผลิตปีนี้ภายหลังได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตลำไยนอกฤดูจากโครงการฯ

“ฟาร์มเลี้ยงควาย” แบบกึ่งประณีต พร้อมบุกตลาดควายนม แปรรูปสินค้า สร้างรายได้หมุนเวียนรายวัน

04/06/2019

KUBOTA Smart Farmer Camp 2019 ตอน : FARMNOVATION นวัตกรรมทำได้จริง

04/06/2019

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *